เกม(ของ)เศรษฐี เล่นยังไงก็รวย

เกม(ของ)เศรษฐี เล่นยังไงก็รวย

เศรษฐกิจของไทยในระยะนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยสดใส การเงินไม่คล่องมือ เงินไหลออกมากกว่าไหลเข้า ผู้คนต่างกังวลกับภาวะฟืดเคือง วันนี้เราจึงมี 6 ขั้นตอน การใช้เงิน อย่างถูกวิธี ทำให้คุณใช้เงินได้อย่างสบายใจ ไม่ว่าเงินในกระเป๋าจะมีเท่าไร รับรองว่ามีกินมีใช้ไปตลอดแน่นอน

1. ชำระหนี้ บัตรเครดิต ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน

พอมีเงินเข้ากระเป๋า สิ่งแรกที่เราควรทำคือ ฉลอง! เอ้ย ไม่ใช่ พอได้ปุ๊บก็ใช้ปั๊บ คงไม่มีเงินเหลือกเก็บแน่ เมื่อมีรายได้เข้ามา เราควรจะชำระหน้ี ไม่ว่าจะเป็นหนี้บัตรเครดิต ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน เป็นลำดับแรก เคยไปยืมเงินใครมาก็เอาไปคืนก่อน ใครไม่เคยเป็นหนี้อาจจะไม่รู้ซึ่งถึงประโยคที่ว่า การไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ

แต่ทางที่ดีอย่าไปรู้จักมันเลยดีกว่า สิ่งที่สำคัญต้องระวังหนี้จากบัตรเครดิต คือ หากผิดนัดชำระ อาจส่งผลเสียหายอย่างมาก ทำให้ต้องเสีย ดอกเบี้ย 28% ให้แก่เจ้าหนี้ โดยไม่จำเป็น โดยดอกเบี้ยที่เราต้องจ่ายเพิ่มจะคำนวณจากเงินต้นเต็มจำนวน ไม่ใช่จากเงินที่ยังค้างชำระ เช่น ผ่อนสินค้าราคา สามหมื่นบาท หากจ่ายล่าช้างวดสุดท้ายไปหนึ่งวัน ดอกเบี้ยจะคำนวณจากสามหมื่น ไม่ใช่เงินงวดสุดท้าย ดังนั้น ก่อนพวกเราจะซื้อสินค้า จึงต้องตรวจสอบ เงื่อนไขการชำระหนี้ทุกครั้ง พึงระลึกไว้เสมอว่า ต้องจ่ายหนี้ให้ตรงเวลาทุกครั้ง

2. ออมก่อนใช้ อย่างน้อย 20%

เราต้องเปลี่ยนนิสัย การใช้เงิน จากการเหลือใช้ จึงเก็บเงิน มาเป็นออมเงินก่อน เหลือเท่าไรจึงนำไปใช้ หากมีรายจ่ายมาก ก็ค่อยๆ เพิ่มจาก 5% เป็น 10% ไปเรื่อยๆ เพิ่มเปอร์เซ็นเงินเก็บ ทุกสามเดือน

เทคนิคการออมก็ยังมีอีกมาก เช่น เมื่อมีธนบัตร 50 บาทก็เก็บไว้ไม่ใช้ หรือ หักเศษเงินจากรายได้ เป็นเงินเก็บ หรือแม้แต่พกเงินเฉพาะ เท่าที่ใช้สำหรับในหนึ่งวัน ลองดูนะ เวลาจ่ายเงินจะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะมีเงินเก็บหรือไม่ ได้ดีเลย

3. กินอยู่ต่ำกว่าฐานะ ฟุ่มเฟือยได้ 10%

เมื่อเราหาเงินมาได้ก็ต้องฉลอง ซื้อของที่อยากได้ แต่ถ้ามีเท่าไรก็ใช้หมดไม่เหลือเก็บ แล้วเมื่อไรจะรวย หรือจะอาศัยมาม่าทุกสิ้นเดือน ไม่ไหวป่าว เผื่อเหตุฉุกเฉินด้วยจะได้ไม่ลำบาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเก็บอย่างเดียว อนุญาตให้ซื้อของฟุ่มเฟือยได้ไม่เกิน 10% ของรายได้

สิ่งสำคัญมากคือ สติแยกให้ออกระหว่างสิ่งจำเป็นกับของที่อยากได้ เช่น เสื้อผ้ามีเต็มตู้แล้ว แต่ยังซื้อมาอีก แสดงว่า ไม่รู้จักการแต่งตัวของตัวเอง ใช้เงินไม่คุ้มค่า

อ.วีระ ธีรภัทร จากรายการคุย ได้ คุย ดี Talk News and Music ยังเผยเคล็ดลับอีกด้วย ว่าเมื่อเงินเดือนออก ก็ไม่ควรนำมาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ในอาทิตย์แรกของเดือนเลย อาทิตย์ที่สองอนุญาตให้ซื้อหนังสือ ดูหนังได้ ถ้าอยากไปเที่ยวไหนก็ให้แยกเงินเก็บเป็นกองๆ เช่น มีกระปุกสำหรับทริปเที่ยวต่างประเทศ ทริปต่างจังหวะ แยกไว้ต่างหาก เป็นต้น รับรองว่าไม่ต้องกังวลว่า กินแกลบหลังเที่ยวแน่นอน

4. ทำบันทึกรายรับรายจ่าย

อ่านหัวข้อแล้วอย่าเพิ่งเบื่อ ฟังมากี่รอบไม่รู้แล้วใช่มั้ย แต่มันจำเป็นจริงๆ เราควรทำบันทึกรายรับรายจ่ายทุกวัน แล้วรวบรวมมา แยกค่าใช้จ่ายประเภทต่างๆ ของแต่ละเดือน วิธีนี้จะช่วยให้เรามองเห็นว่า รายจ่ายส่วนมากหมดไปกับอะไร อาจทำให้สาวๆ หลายคนตกใจกับค่าเสื้อผ้า เครื่องสำอาง เวลาเราซื้อของทีละชิ้นคงนึกไม่ออกว่ายอดทั้งหมดเป็นเท่าไร แต่พอเอามาบวกรวมกัน ยิ่งเห็นเป็นเปอร์เซ็น เป็นหลักฐานฟ้องชัดเจน ก็ต้องคิดให้มากขึ้น ก่อนช้อปครั้งหน้าแล้วละ

พอเรารู้ถึงค่าใช้จ่ายจำเป็นในแต่ละเดือน เราสามารถวางแผน การใช้เงิน ล่วงหน้าได้ว่า เดือนนี้ควรใช้ไม่ให้เกินเท่าไร ถ้ายังต้องถอนเงินมาเกินจำนวนนี้แสดงว่า เราใช้จ่ายเกินตัวแล้ว เมื่อเก็บรวบรวมรายรับรายจ่ายทั้งหมด เราได้รับรู้สถานการณ์ทางการเงินของตัวเอง เช่น หากมีปัญหาขัดสน เราสามารถประเมินรายจ่ายเงินเหลือเก็บเดือนหน้าได้

5. ไม่พึ่งพารายได้จากผู้อื่น

เงินสำคัญใครๆ ก็ทราบ เรื่องบางเรื่องไม่สำเร็จก็เพราะไม่มีเงิน หากเงินบันดาลได้ทุกสิ่ง เราก็ควรเป็นเจ้าของเงินนั้น การขอเงินจากคนอื่น ก็แสดงว่าเราไม่อำนาจตัดสินใจบางอย่าง ในชีวิตตัวเองได้ เนื่องจากเงินไม่พอ ต้องพึ่งพารายได้จากคนอื่น เช่น แม่บ้านที่อยู่บ้าน เลี้ยงลูก ดูแลบ้าน ไม่มีรายได้จากทางอื่น ต้องพึ่งพาสามี การตัดสินใจเรื่องสำคัญในครอบครัว ก็กลายเป็นอำนาจของคนหาเงินไป

หากพบว่า คุณกำลังตกในสภาพนี้ละก็ คุณควรหารายได้เสริม ที่สามารถทำได้ที่บ้าน หรือต้องเริ่มจากการเก็บเงินที่ได้ให้เป็น จัดสรรเงินสำหรับตัวเองเผื่อไว้ด้วย้

6. นำเงินเหลือเก็บไปลงทุน

เมื่อคุณได้ทำบัญชีรายรับรายจ่ายแล้ว คุณจะรู้จักสภาพการเงินของคุณว่า แต่ละเดือนมีเงินออมเท่าไร ควรปันมาเป็นการลงทุนได้เท่าไรที่จะไม่เกิดความเสียหาย หรือ ยอมเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน โดยต้องศึกษารูปแบบการลงทุน คุณสมบัติ ผลดีผลเสีย ความเสียง ให้สอดคล้องกับแผนการเงินของคุณ

การลงทุนมีหลากหลายรูปแบบ เช่น หุ้น ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ พันธบัตร กองทุนรวม LTF RMF โดยควรกระจายความเสี่ยง ด้วยการจัดสรรเงินลงทุนในหลายประเภท และปรับให้เข้ากับสถานการณ์ ด้วยการติดตามข่าวสาร และประเมินผลการลงทุนสม่ำเสมอ สามารถนำเงินมาลงทุนได้เท่าไร

เมื่อคุณทราบสถานะทางการเงินของคุณแล้ว ต่อไปมาเริ่มวางแผนการลงทุนกัน คุณควรเขียนถึงเป้าหมายการลงทุน จำนวนเงิน และระยะเวลาการลงทุน เช่น ต้องการลงทุนเพื่อท่องเที่ยวยุโรป เป็นจำนวนหนึ่งแสนบาท ภายในหนึ่งปี เป็นต้น เพื่อเป็นการกลั่นกรองความคิด และหลักฐานที่ชัดเจน วัดผลได้ ประเมินได้ว่า เราเข้าใกล้จุดหมายแค่ไหนแล้ว

ที่มา

ลองอ่านเรื่องนี้ด้วยสิ